วันจันทร์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2552

เล่าเรื่องเที่ยวเวียดนาม Travel alone to Vietnam

เวียดนาม เวียดนาม ใช่แล้วนี่คือปลายทางสำหรับ Trip นี้ 2 สัปดาห์สำหรับประเทศนี้กับหลากหลายสถานที่ด้วยงบประมาณแบบ backpackชน และ คนเดียวเดินทางก็คือโจทย์สำหรับtripนี้เช่นกัน

แผนที่:








ซื้อ Air ticket จาก Air Asia ด้วยราคา 3,800 บาท สำหรับ round trip และตั้งใจจะใช้รถกับรถไฟตลอดสำหรับการเดินทางในเวียดนามครั้งนี้ ตลอดเส้นทางจากเหนือจรดใต้
routh ของ trip นี้ ฮานอย--- ดานัง--ฮอยอัน--เว้---ฮานอย---ซาปา--- ฮานอย
(hanoi--Danang--Hoian---Hue---Hanoi---Sapa--Hanoi)

trip นี้ เดินทางเพียงคนเดียว มีงบประมาณ ประมาณ 15,000 บาท สำหรับ 10 วัน

ตั๋วรถไฟ+ package 3 day 2 night ที่ Loacai: จาก Hanoi--> Sapa -->Hanoi =95 usd

ตั๋วรถบัสแบบ :open ticket จาก Hanoi-->Danang-->Hue--> Hanoi

วันแรกออกเดินทางจากกรุงเทพตอนเที่ยง เนื่องจากเดินทางวันพุธก็เลยทำให้บนเครื่องมีผู้โดยสารน้อย เราก็เลยโชคดีได้นั่งคนเดียวตลอดทาง นั่งๆนอนๆประมาณชั่วโมงครึ่งเมื่อจะเข้าเขตเวียดนามมองลงไปจากหน้าต่างก็เห็นแม่น้ำเส้นใหญ่คดเคี้ยวเหมือนงูกำลังเลื้อยแล้วสบัดหางเป็นรูปตัวเอส แล้วมีป่าสีเขียวครึ้มเป็นแนวตลอดแม่น้ำนั้น รู้สึกทึ่งสุดๆกับการที่ธรรมชาติเนรมิตทิวทัศน์ได้สวยงามขนาดนี้ นั่งต่ออีกครึ่งชั่วโมงเครื่องก็ร่อนลงสู่สนามบินโดยปลอดภัย สนามบินนานาชาติวันนี้ดูเหมือนจะวุ่นวายมากกว่า 2 ปีที่แล้วมาก มองไปทางไหนก็เห็นแต่นักท่องเที่ยวเต็มไปหมด ในขณะที่2ปี่ที่แล้วจะมีนักท่องเที่ยวเยอะก็แต่ตอนเช็คอินเท่านั้น อ้อใช่สิ้เมื่อก่อนนี้มีเที่ยวบินน้อยกว่านั่นเอง เฮ่อการเปลี่ยนแปลงนี่เป็นนิรันดร์จริงๆนะ...


พอผ่านด่านตรวจคนเมืองมาได้ก็มองหาเจ้าหน้าที่จาก Lucky Eden Hotel ที่จองมาจากที่กรุงเทพ เป็นชายหนุ่มอายุ 25ปี พูดเยอะมากๆ พูดจนมาถึงโรงแรมเลย (เราก็เลยต้องนั่งฟังอย่างเดียว) Lucky Eden เป็น guest house ที่อยู่ห่างออกมาจากทะเลสาบโฮว่านเกี๋ยมซึ่งเป็นศูนย์กลางของเมืองประมาณ 45 นาทีโดยการเดิน และ ประมาณ 10 นาที่โดยมอเตอร์ไซด์ ที่เราเลือกที่นี่เพราะถูกอย่างเดียวเลย (7 ดอลล่าร์รวมอาหารเช้า มีน้ำอุ่น+ห้องน้ำในตัวด้วย) นอนพักแป๊บนึงก็ออกเดินเพื่อไปโฮว่านเกี๋ยม ระหว่างทางก็เดินดูของตามร้านขายของที่อยู่ตามถนนสายต่างๆไปด้วย รู้สึกว่าฮานอยจะรองรับธุรกิจท่องเที่ยวมากขึ้นเพราะแต่ละร้านมักจะเป็นของที่ทำมาเพื่อนักท่องเที่ยวทั้งนั้นเลย แต่ที่ฮานอยยังเสมอต้นเสมอปลายก็คือยังร้อนอบอ้าวสุดๆ..ในที่สุดก็ถึงทะเลสาบโฮว่านเกี๋ยมจนได้ โฮว่านเกี๋ยมในวันนี้ก็ยังเป็นเช่นเมื่อสองปีที่ผ่านมา ต้นไม้ยังอยู่ตำแหน่งเดิม คุณลุง คุณป้า คุณตา คุณยาย ยังมานั่งรับลมที่ทะเลสาบเช่นเดิม เป็นดังคล้ายสนามหลวงบ้านเรา เพียงแต่จำนวนนักท่องเที่ยวจะมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จังหวะของเมือง จังหวะชีวิตดูจะเร็วขึ้นมาก เรานั่งนิ่งๆริมโฮว่านเกี๋ยม จิบน้ำมะนาวสดๆ แกล้มด้วยมะเฟืองจิ้มเกลือ มองดูชีวิตของเมือง ช่างสุขเสียจริงๆ เฮ่อพระอาทิตย์ตกดินซะแล้ว ก็เลยต้องใช้บริการมอเตอร์ไซค์ให้ช่วยพากลับโรงแรมด้วยราคา 20,000 vnd ฮิฮิชายหนุมคนขับหน้าตาน่ารักมากๆแค่นี้คุ้มจ้า 555






วันที่สอง


6.30 ตื่นนอน ได้ลงแช่น้ำอุ่นในอ่าง สุดยอดของความสุข
7.45 เก็บข้าวเก็บของลงเป้ แล้วออกจากโรงแรมด้วยรถบริการนักท่องเที่ยวเพื่อไปฮาลองบกที่นิงบิงห์(Ninb bin) อันนี้เป็น day trip ราคา 10 ดอลล่าร์ที่ซื้อจากโรงแรม รถที่เรานั่งนี้จะแวะไปรับนักท่องเที่ยวตาม guesthouse ต่างๆ จนเต็มรถ ระหว่างเดินทางก็จะได้ชมวีดีโอวิถีชีวิตประจำวันของชาวเวียดนามด้วย


10.30 แวะระหว่างทางเพื่อชม Dinh Kings temple เป็นวัดจีนเก่าๆซึ่งทำให้รู้สึกว่าศิลปะจีนก็สวยดีนะ


12.00 ถึง Tam COK ทานข้าวกลางวันที่ ร้านอาหารที่ทัวร์จัดให้ เราได้นั่งโดยวกับชาวเกาหลีที่เป็นแฟนกันคู่หนึ่ง และชาวเวียดนามที่มาจากโฮจิมินท์อีกหนึ่งคู่ ก็คุยกันสนุกดี อาหารบนโต๊ะมี หมูพะโล้เค็ม ผัดผักอะไรก็ไม่รู้กับกระเทียม เต้าหู้เค็มและผัดถั่วงอก และหมูเสีบยไม้ย่างซึ่งเหมือนกับหมูสะเต๊ะบ้านเราเสียแต่ว่าไม่มีน้ำจิ้มเท่านั้น ซึ่งก็ไม่เป็นปัญหาสำหรับเราเพราะรสชาติคล้ายกับอาหารบ้านเรา เราจึงทานได้หมดทุกๆอย่างเลยพร้อมกับข้าวสวยอีก 2ถ้วย คุ้มมมสุดๆจ้า


13.00 เดินไปนั่งเรือที่ท่าเรือ เนื่องจากเรามาคนเดียวก็เลยต้องไปนั่งเรือกับอิซซาเบลลาสาวสวยชาวฝรั่งเศส เธอเป็นคนนิสัยดี อายุ37ปี มีลูกชาย 4 คน ซึ่งเธอทิ้งเอาไว้ที่กรุงเทพกับสามีแล้วแอบหนีมาเที่ยวเวียดนามคนเดียว vietnam TamCok สวยมากๆเหมือนสวรรค์บนดิน มียอดหินปูนร)ร่างแปลกๆมากมายโผล่ขึ้นมาเหนือน้ำจืดซึ่งส่วนใหญ่ปกคลุมด้วยดอกบัวสีชมพูซึ่งกำลังบานสวยทีเดียว มีหมอกจางๆลอยระผิวน้ำเหมือนเจือจางไปในอากาศ ตามรายทางก็พบฝูงเป็ดควาย ถ้ำ วัดที่สร้างบนภูเขา เวลาเหมือนจะหยุดนิ่งอยู่กับที่ เฮ้ออยากหยุดเวลาเอาไว้จังเลย คนพายเรือมีสองคน เป็นผู้หญิงคนหนึ่งผู้ชายคนหนึ่งซึ่งสามารถใช้เท้าเท้าทั้งสองข้างพายเรือได้ ซึ่งดูท่าทางแล้วน่าจะพายเก่งกว่าที่ทะเลสาบอินเลย์ของพม่า เพราะที่นี่เขานั่งและใช้ท้าทั้งสองจับพายข้างละอันและพายสลับไปมา ส่วนผู้หญิงท่าทางอายุมากแล้วแต่พายไม่เก่งเท่าผู้ชายเพราะใช้มือจับพาย แต่ที่แน่ๆ คนพานเรือทั้งสองสามารถพูดฝรั่งเศสได้ และคุยกับอิซซาเบลรู้เรื่อง ส่วนเราก็ได้แต่ใบ้รับประทานเพราะไม่รู้ฝรั่งเศสคนพายเรือก็พูดอังกฤษไม่ได้ ก็เลยทำใหอิซซาเบลต้องเป็นล่ามจำเป็นแปลจากฝรั่งเศสเป็นอังกฤษให้เราอีกที
...เฮ่อ..เหนื่อยแทนจังเลย..

TamCok ถ้าเปรียบเทียบกับ ฮาลองเบย์ Halong Bay แล้วอาจจะยิ่งใหญ่ไม่เท่า แต่มันมีเสน่ห์ตรงที่มนุษย์ส่วนใหญ่มีโอกาสสัมผัสถึงโดยไม่ยากเกินไปนัก แต่ ฮาลองเบย์ Halong Bay คงมีแต่ผู้กล้าที่สามารถฟันฝ่าคลื่นลมทะเลและความวกวนของขุนเขาท่ามกลางผืนทะเลอันกว้างใหญ่ได้เท่านั้นจึงจะสามารถสัมผัสประสบการณ์อันนี้ได้

บรรยากาศของ TamCok ให้ความรู้สึกเหมือนภาพวาดของจิตรกรจีนซึ่งใช้วิธีเทน้ำหมึกลงบนกระดาษ แต่ ฮาลองเบย์ Halong Bay เปรียบเหมือนกับการใช้สีฝุ่นหรือสีน้ำมันป้ายลงบนผืนผ้าใบ

เรือกำลังจะเทียบท่าเดียวกับที่เราเพิ่งจากไป สองชั่วโมงที่ TamCok ช่างอิ่มอะไรเช่นนี้ .... แต่เราก็ต้องตื่นจากฝันอย่างทันทีทันใด เมื่อคนขับเรือร้องบอก tip please เราและอิซซาเบลหันมาปรึกษากันว่าควรให้ดีไหม แน่นอนเราบอกว่า no และอิซซาเบลก็เห็นด้วย เราทั้งสองจึงไม่ได้ให้ทิบกับคนพายเรือ แต่คนพายเรือก็ไปฟ้องไกด์ ไกด์ก็เดินมาบอกเราว่าคนพายเรือขอทิป แต่เราทั้งสองคนก็เฉยเสีย เพราะไม่ใช่วิธีที่ถูกต้องแล้วก่อนหน้านี้ก็เลี้ยงน้ำมะพร้าวไปแล้ว จากนั้นก็เลยเดินกลับมาขึ้นรถ



15.00 รถนำเรา 3 คน ได้แก่ ตัวเรา กับคู่รักชาวสิงคโปร์ 2 คน มาส่งที่ Thanhthuy's guest house und neues hotel ใน Ninh Binh เพื่อจะรอขึ้นรถ Bus ที่เราซื้อตั๋วแบบ Open ticket ไว้ ตอน 21.00 น. ดังนั้นก็เลยมีเวลาเดินเที่ยวที่เมืองนี้ ~6ชั่วโมงก่อนรถจะมา แต่ปรากฎว่าทั้งเมืองเป็นเมืองใหม่ที่ไม่มีอะไรเลยใช้เวลาเดิน~2ชั่วโมงก็ทั่วแล้ว ก็เลยฆ่าเวลาด้วยการนั่งกินน้ำอ้อยนานๆ(ราคา3,000 vnd) เดินไปส่ง E-mail หาเพื่อนที่เมืองไทย จากนั้นกลับมานั่งโซ้ยเฝอเป็ดชามใหญ่อีกหนึ่งชาม เป็นโชคดีที่ป้าเจ้าของร้านเฝอสามารถพูดไทยได้ (เพราะเคยอยู่เมืองไทยมา 17ปี) ก็เลยเม้ากันกระจาย แต่ขอโทษไม่ค่อยจะรู้เรื่องหลอก เพราะแกกลับมาอยู่เวียดนามได้ 47ปีแล้ว แล้วภาษาไทยของแกก็เป็นภาษาไทยแถวๆอุบลราชธานี ดังนั้นก็เลยต้องใช้ Verr to เดาเข้าช่วย แต่แหมแกชมเราว่าสวย ถ้าจะว่าไปแล้วแกเป็นคนที่สามในเวียดนามที่ชมว่าสวยนับจาก 2 วันในเวียดนาม Vietnam ...แกคงไม่โกหกหรอก...อืม...ถ้าย้ายมาอยู่เวียดนามคงจะ work นะ น่าจะมีโอกาสได้แต่งงานแน่นอน ฮิฮิ

19.30 น. กลับมาถึง Thanhthuy's guest house แล้วก็ไปถามเวลาที่รถจะมาถึง แกเหมือนไม่เต็มใจบอกแต่ก็บอกว่าอาจจะมาถึงประมาณ 9.30-10.00น. เฮ้อ late อีกแล้ว แล้วจะไปถึง Hue กี่โมงเนี่ย

วันที่สาม
10.00 รถมาถึง Hue แล้ว ลังจากหลับบนรถมาทั้งคืน ได้เข้าพักที่ Halo Hotel ตามคู่รักชาวสิงคโปร์ เราได้ห้อง 202 ราคา 7 usd ไม่รวมอาหารเช้า จากนั้นก็มาคุยกับเจ้าของโรงแรมเรื่องการต่อรถไป Hoi An ทราบว่ามีรถเที่ยว 08.00 และ 14.00 คู่รักชาวสิงคโปร์มาชวนไป city tour ทาง motercycle ซึ่งเราก็ ok เพราะเหมือนมีพระมาโปรด เพราะจะได้หายเหงาได้บ้าง แต่ที่เขามาชวนก็คงเพราะสงสารเห็นว่าไม่มีใครนั่นแหล่ะ เฮ่อช่างเป็นคู่รักที่มีนิสัยดีอะไรเช่นนี้

11.00 เริ่ม city tour คนขับของเราเป็นอดีตคนขับรถในกองทัพอเมริกาช่วงสมัยสงครามเวียดนาม รู้สึกเท่ยังไงบอกไม่ถูก มีโปรแกรมดังนี้
- ตื้อหยังพาโกด้า
- American Banger
- ตูดึก temple เป็นสุสานที่สร้างขึ้นเพื่อภรรยาคนรอง ศิลปะสไตร์จีน มีสระดอกบัวใหญ่มาก
- Thieu Tri Tomb
- Khai Dinh Tomb
- Thien Mu มีวิวแม่น้ำหอมสวยมากๆ
- Cathedal Palace เป็นปราสาทใหญ่มาก) คู่รักชาวสิงคโปร์บอกว่าเหมือนกับที่อื่นๆที่ไปดูมา ก็เลยถ่ายรูปข้างนอก palace จะได้ไม่ต้องจ่ายค่าเข้า
18.00 ลงนั่งเรือที่แม่น้ำหอม (Perfume river) ด้วยราคา 80,000 vnd (ประมาณ 200 บาท) เป็นเรือท้องแบนสามารถนั่งได้ประมาณ 10 คน แต่เราได้นั่งคนเดียวเลย สุดยอดความกล้าอีกแล้วเรา (คือเราต้องปฎิบัติตามคำสั่งของเพื่อนอย่างเคร่งครัดเพราะ perfume river นี้ เป็น must do program) พอเรือเล่นออกจากท่าแล้ว ลมเย็นๆก็เริ่มพัดมาทำให้รู้สึกสดชื่นมาก สองข้างแม่น้ำเต็มไปดวยต้นไม้สีเขียวๆ มีบ้านขึ้นเป็นระยะๆ นานๆถึงจะเห็นร้านอาหารริมแม่น้ำสักที่ ตลอดสองฝั่งแม่น้ำยังไม่ค่อยมีสิ่งก่อสร้างเท่าไรทำให้รู้สึกใกล้ชิดกับธรรมชาติที่ไม่มีการเสริมแต่ง สดชื่นมากๆ ตรงจุดก่อนที่เรือจะวกกลับมีเด็กน้อยชาวเวียดนาม4-5 คนมาโบกมือให้เรา เราก็รีบสวมวิญญานนางงามทันทีด้วยการโบกมือตอบ 555 มีความสุขจัง (แต่ปนความกลัวนิดๆเพราะตะวันกำลังเริ่มจะตกดินแล้ว) เรือแล่นกลับมาที่ท่าเดิมในอีก ครึ่งชั่วโมงต่อมา จากนั้นเราก็หา motercy กลับ guest house

วันที่ 4
6.30 ตื่นนอน แต่ไม่ค่อยสดชื่นเท่าไร เพราะ นอนไม่ค่อยหลับ
7.30 ทานอาหารเช้าที่ guesthouse ได้ดื่ม vietnam coffee อีกแล้ว ดีใจสุดๆ เพราะคราวนี้เขาเสริฟแบบเวียดนามขนานแท้
8.00 รถมาตรงเวลาล่ะ รีบขึ้นไปหาที่นั่งปรากฎว่าได้นั่งกับนักศึกษาชาวเวียดนามที่กำลังจะลงไปโฮจิมินทร์ เขาเป็นผู้ชายท่าทางขี้อาย
12.30 มาถึง Hoi An เดินหาที่พักเป็นเวลาครึ่งชั่วโมงในที่สุดก็ได้เข้าพักที่ Vinh Hung3 คืนละ 8 usd แต่สภาพห้องเหมือนกับโรงแรมสี่ดาว ที่มีราคาคืนละ ประมาณ2,000บาท(มีสระว่ายน้ำด้วย) ตกแต่งสไตล์จีน receptionist กระซิบบอกว่าห้ามไปบอกใครว่าได้ราคานี้เพราะถูกมากๆ (แต่ยังไงก็จะบอกเพื่อนพ้องน้องพี่ที่เมืองไทยล่ะ) Hoi an เป็นเมืองน่ารักๆมีเสน่ห์ สามารถเดินได้ทั้งวัน เหมือนเมืองตุ๊กตา ผู้คนน่ารักแจ่มใสดี
อ้ออีกอย่างตอนนี้ได้ buy buy คู่รักชาวสิงคโปร์แล้วล่ะ เพราะพวกเขาชอบใจguest house เลือกมาจาก Hue แต่เราไม่ชอบก็เลยออกมาเดินหาโรงแรมใหม่ก็เลยได้ VinhHung3 นี่แหล่ะ แต่ที่จริงแล้วสองคนนี้ก็เที่ยวด้วยกันมาตั้งแต่NinbBinh จากกันคราวนี้ก็เหมือนกับเที่ยวคนเดียวอย่างแท้จริง เพราะที่ผ่านมากับสองคนนี้ก็ถ้อยทีถ้อยอาศัยกันอยู่มาก รู้สึกเศร้าๆนิดหน่อย

14.00 เดิน เดิน และเดินเที่ยวตลอด รู้สึกหิวมากๆ เลยนั่งโซ้ยก๋วยเตี๋ยว (ซาวเบ๋า) ราคา 7,000 vnd + ถั่วแดงต้มน้ำตาลใส่น้ำแข็ง (5,000 vnd) อร่อยมากๆ แต่พอเดินออกมาได้อีกสักพัก (แค่หนึ่งชั่วโมงเอง) เกิดเจอร้านน่ารักๆ ก็เลยลงนั่งกินข้าว(โหยมานาน) +ปลาย่าง+น้ำส้มคั้นอีกหนึงแก้ว ตอนที่นั่งเขียนนียังไม่ได้อาหาร เดี๋ยวค่อยลุ้นว่าจะอร่อยหรือเปล่า .......กินเสร็จแล้วล่ะ หมด กินจนหมดไม่เหลืออะไรเลย เชื่อเลยเพียงแค่ 38,000 vnd เท่านั้น
ปลาอินทรีย์ย่างชิ้นใหญ่มากๆคลุกด้วยพริกไทย มะเขือเทศและสับประรด หนึ่งชิ้นเผาห่อใบตอง มีข้าวสวยโถเล็กๆหนึงโถ สำหรับทานกำลังอิ่ม น้ำส้มเช้งคั้นสดๆหนึ่งแก้วใหญ่ ตบท้ายด้วยแตงโมแช่เย็นช้นใหญ่ 4 ชิ้น อิ่มแปล้เลย เสร็จแล้วก็เดินเที่ยวต่อไปเรื่อยๆโดยไม่ยอมซื้อตํวชมเมือง (ถ้าซื้อตั๋วก็จะได้เข้าไปชมร้าน หรือบ้านโบราณที่อนุรักษ์ไว้) เพราะถ้าเราอยู่ข้างนอกก็สามารถมองทะลุเข้าไปภายในได้ แล้วบ้านเวียดนามก็เหมือนๆกันไปหมดก็เดาได้อยู่แล้วว่าข้างในจะเป็นอะไร ด้วยเหตุนี้แหล่ะ Hoi an ก็เลยไม่ได้ตังส์เรา
เดินมาถึงแม่น้ำทูโบน เห็นชาวบ้านกำลังนำปลาจากเรือเล็กขึ้นมาวางขาย ก็เลยถ่ายรูปเอาไว้ ดูผู้คยเยอะแยะมาเลืกปลากันซึ่งก็ดูวุ่นวายเหมือนในศรีลังกาเลย ส่วนวิวก็สวยสุดยอด ถ่สยรูปไว้อีกเหมือนกัน เดินมาเรือยๆเจอซุ้มน้ำอ้อยสด อยู่ริมฝั่งแม่น้ำทูโบน ก็เลยนั่งจิบน้ำอ้อยสด ใส่น้ำแข็งแก้วใหญ่อยู่ริมฝั่งแม่น้ำทูโบน ลมก็เย็น บรรบากาศก็เยี่ยม คนก็ไม่เยอะ เหลือเชื่อเพียงแค่ 3,000 vnd เท่านั้น ก็เลยบอกแม่ค้าน้ำอ้อยคนสวยว่าพรุ่งนี้จะมาใหม่
สุดท้ายก็เดินมาถึงสะพานญี่ปุ่นอันลือชื่อจนได้ ก็ดูเก่าและเป็นญี่ปุ่นดี อาศัยที่หน้าเหมือนชาวเวียดนามก็เลยทำเป็นเดินปนเปกลมกลืนกับชาวเวียดนามข้ามสะพานไปแบบไม่ต้องเสียตังส์ (ฟรีอีกแล้ว) เมื่อผ่านสะพานญี่ปุ่นไปแล้ว จะเจอชุมชนเล็กๆ มีถนน สั้นๆ 2-3 สาย คนไม่พลุกพล่านมีขายแค่งานศิลปะ มีต้นไม้ขึ้นสองข้างถนน บางร้านมีซุ้มดอกไม้ที่หน้าร้านด้วย สวยสุดยอด เดินกลับออกมาจากสะพานญี่ปุ่นก็มาเจอศาลเจ้าจีน พอจะเดินเข้าไปสองสาวที่ดูแลประตูอยู่ก็ขอดูตั๋วแต่เราไม่มีให้ สองสาวก็จะไม่ให้เข้าไป แต่มีคุณปู่ท่าทางใจดีเดินเข้ามาดูเหตการณ์(ดูเหมือนจะเป็นผู้ปกครองของสองสาว) ถามว่ามาจากไหน เราก็ตอบว่ามาจากประเทศไทยแต่พ่อแม่เป็นคนจีนที่เกิดในเมืองไทย เท่านั้นแหล่ะ คุณปู่ก็โบกมือให้เข้าไปในศาลได้เลยโดยไม่ต้องเสียตังส์ ฮิฮิ ข้างในสวยมากเป็นสไตล์จีน เป็นศาลเจ้าที่ยังมีชีวิต คือเป็นศาลเจ้าที่ชาวบ้านในชุมชนยังคงเข้าไปไหว้และทำพิธีต่างๆอยู่ การตดแต่งไม่มากไม่น้อยจนเกินไป แต่ส่วนที่ตกแต่งก็เห็นได้ว่ามาจากศรัทราอย่างแท้จริง มาจากการคิดอย่างรอบคอบแล้วจึงลงมือสร้างและตกแต่งจึงออกมาลงตัวอย่างที่ได้เห็น
บังเอิญมาเจอกับคู่รักชาวสิงคโปร์ที่เพิ่งลากันเมื่อช่วงเช้า รู้สึกดีใจมากเหมือนเจอญาติเลยแหล่ะเลยทักทายกันล้งเล้งไปเลย
เหนื่อยแล้วก็เลยเดินกลับโรงแรม ระหว่างทางเดินกลับได้แวะซื้อน้ำดื่มขวดใหญ่ 2 ขวด เหลือเชื่อขวดละ 5,000 vnd เท่านั้น ถูกกว่า Hue 3 เท่า
พอกลับมาถึงโรงแรมก็เลยซื้อทัวร์ไป Myson 5 usd (ทัวร์นี้จะเดินทางไป Myson โดยรถบัสแล้วกลับโรงแรมโดยเรือต่อรถ) จากนั้นกลับขึ้นมาอาบน้ำบนห้องเสร็จแล้วก็รู้สึกหิวขึ้นมาอีก ก็เลยโทรไปสั่ง peper steak ขึ้นมากิน เพียงแค่ 45,000 vnd อร่อยมากๆ เจ้าหน้าที่ที่นำขึ้นมาให้เป็นผู้ชายท่าทางใจดีขี้อายและดูสุภาพมาก เขาบอกว่าเขาต้องเดินไปเอา steak จากร้านอีกร้านหนึ่งแล้วยกมาให้เราถึงห้อง เรารู้สึกทึ่งในความตั้งใจบริการของเขามากๆ เลยตั้งใจว่าจะคืนกำไรให้กับ Hoian บ้าง โดยพรุ่งนี้จะไปซื้อตั๋วชมเมืองสักที เป็นการแสดงน้ำใจต่อความมีน้ำใจของชาว Hoian ล่ะ เอาล่ะ เดี๋ยวจะอ่านหนังสือเรื่อง "ชีวิตที่คิดไม่ถึง" แล้วล่ะจากนั้นก็จะนอนแล้ว

ว้ามีโทรศัพท์มาจาก reception ก็เลยรับปรากฎว่า คนโทรมาเป็น receptionist สาวหน้าใส ที่พบกันตอนเรา check in เมื่อตอนบ่ายนั่นเอง เธอโทรขึ้นมาขอนอนด้วยระหว่าง 22.00-06.00 น. เพราะห้องพักทุกห้องเต็มหมด แล้วเพื่อนเธอก็ลืมจองห้องพนักงานไว้ให้ทำให้คืนนี้เธอไม่มีก้องนอน และเธอก็รู้ว่าเรานอนคนเดียวเธอจึงขอมานอนด้วย เราเห็นหน้าตาใสๆซื่อๆ ก็เลยตอบ okay ไป เฮ้อ..ถ้าเกิดอะไรขึ้น พรุ่งนี้ก็เป็นข่าวนั่นแหล่ะ ก็ตกลงไปแล้วนี่เป็นไงเป็นกัน

เช้าแล้ว ไม่มีอะไรเกิดขึ้น รู้สึกหมือนสาวหน้าใสเกรงใจอย่างมาก ตอนเช้ามือเธอพยายามทำธุระส่วนตัวด้วยความเงียบสงบ แล้วลุกขึ้นตื่นออกไปจากห้องก่อนตี 5ซะอีก เนี่ยถ้าคืนนี้เธอขอขึ้นมานอนอีกก็จะให้นะ



วันที่ 5 28 July